ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

หนังสือพระราชนิพนธ์....

หนังสือพระราชนิพนธ์


             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถพระปรีชาสามารถด้านวรรณกรรม แสดงให้เห็นจากหนังสือพระราชนิพนธ์ที่สำคัญและงดงาม ได้แก่ "พระมหาชนก" "ทองแดง" และ "ทองแดงฉบับการ์ตูน" และพระราชนิพนธ์แปล เรื่อง "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" และ "ติโด" ก็ล้วนเพรียบพร้อมด้วยสารัตถะ อรรถรส และสุนทรียรส เช่นเดียวกัน






              พระราชนิพนธ์ที่ทรงใช้เวลาแปล 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2520 - วันที่ 25 มีนาคม 2523 โดยแปลจากหนังสือ "A MAN CALLED INTREPID" บทประพันธ์ของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ซึ่งเป็นหนังสือเบสท์เซลเลอร์ที่มียอดจำหน่ายกว่า 2 ล้านเล่ม


"นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ" เป็นเรื่องของความร่วมมือทางสงครามจารกรรมระหว่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันต่อต้านการขยายอำนาจของนาซี โดยมี "นายอินทร์" เป็นผู้ประสานงานระดับสูง "นายอินทร์" และผู้ร่วมงานเป็นตัวอย่างของผู้กล้าหาญที่ยอมอุทิศชีวิตเพื่อความถูกต้อง ยุติธรรม เสรีภาพ และสันติภาพ โดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญใดๆ

INTREPID เป็นนามรหัสของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยราชการลับอาสาสมัครของอังกฤษ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหน้าที่แสวงหาความลับทางทหารของเยอรมัน เพื่อรายงานต่อ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และประธานาธิบดีรูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา และได้ร่วมมือกันวางแผนต่อต้านฮิตเลอร์จนประสบชัยชนะในที่สุด







พระราชนิพนธ์ที่ทรงแปลตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ทรงปรับปรุงต้นฉบับและพระราชทานพระบรมราชานุญาตที่ให้จัดพิมพ์เผยแพร่เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. 2537

"ติโต" เป็นวีรบุรุษของประเทศยูโกสลาเวีย ผู้สร้างประวัติศาสตร์ของการรวมตัวกันด้วยความสมานฉันท์และเสถียรภาพของชนชาติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ และเพิ่มพูนความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้จนตลอดชีวิตของเขา

ข้อคิดที่ได้จาก "ติโต" คือ หากประเทศใดหรือสังคมใดมีทิฐิมานะหรืออคติเรื่องชนชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ประชาชนในชาติจะประหัตประหารกันเอง เพราะมีความรักชาติที่ไม่ถูกต้องเข้าครอบงำจิตใจ






พระมหาชนก = The story of Mahajanaka

พระราชนิพนธ์ที่เป็นของขวัญพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในพระราชวโรกาสกาญจนาภิเษกในปี พ.ศ.2539 โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นเครื่องเตือนสติคนไทยให้มีความวิริยะอุตสาหะ ตื่นจากการหลงใหลและมัวเมาในสิ่งที่บั่นทอนชีวิต ให้หันกลับมามีสติ ขยันหมั่นเพียร เพื่อความสุขและความสำเร็จในหน้าที่การงาน หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นพระวิริยะบารมี ซึ่งเป็นแบบอย่างของความเพียรพยายามที่ต่อเนื่อง เข้มแข็ง และสะท้อนถึงความกล้าหาญในการกระทำสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม เพื่อความผาสุกของราษฎร และผลประโยชน์ของส่วนรวม

พระองค์ท่านทรงปรับปรุงอรรถกถาให้กระชับ เข้าใจง่ายและมีจินตนาการสร้างสรรค์ ให้ผู้อ่านเกิดความรื่นรมย์ พร้อมกับการเข้าถึงธรรมะ อันเป็นหลักสำคัญของหนังสือ ทรงให้มีการจัดหน้าแบบหนังสือเทพนิยาย และให้มีภาพเขียนประกอบที่งดงามทุกหน้าด้วยฝีมือของศิลปินระดับชาติ และบรรยายภาพทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ






พระมหาชนกฉบับการ์ตูน
             จัดพิมพ์ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2542 พระราชนิพนธ์ฉบับนี้ได้รับรางวัลดีเด่นด้านผลงานสื่อมวลชนประเภทหนังสือการ์ตูนที่ผลิตขึ้นเพื่อส่งเสริมสังคม จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (สยช.) จัดพิมพ์ทั้งฉบับขาวดำและสี่สี โดยชัยราชวัตร เป็นผู้วาดภาพประกอบ






หนังสือที่ติดอันดับขายดีที่สุดของประเทศในปี พ.ศ.2545 ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2547 ในรูปแบบลายเส้นการ์ตูนโดยใช้ชื่อ "ทองแดงฉบับการ์ตูน"

เป็นพระราชนิพนธ์สองภาษา เกี่ยวกับ "คุณทองแดง" สุนัขธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพราะมีลักษณะพิเศษทั้งด้านกายภาพและอุปนิสัย แสนรู้ เฉลียวฉลาด เป็นสุนัขตัวโปรดของพระองค์ท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ประทับใจของประชาชนชาวไทยทุกคน

เนื้อหาหลักเป็นเรื่องความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดงที่มีต่อแม่มะลิ ซึ่งทรงยกย่องว่า "ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้วมักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณซึ่งเป็นคนต่ำต้อย" รวมทั้งความจงรักภักดี ความมีมารยาท และการสั่งสอนลูกของคุณทองแดง อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต



วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

สี่แผ่นดิน..!!

สี่แผ่นดิน..!!







บทประพันธ์ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช


                เรื่องสี่แผ่นดินนี้เป็นการบันทึกภาพรายละเอียดและเบื้องหลัง เหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงมาถึงจนสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และระยะเวลาระหว่างนี้ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเป็นอันมากในเมืองไทย



            ผู้ประพันธ์ได้เอาเหตุการณ์ของบ้านเมืองสี่สมัยมาเป็นเนื้อเรื่องและฉาก โดยตัวละครไม่ได้เป็นตัวทำให้มีเนื้อเรื่อง บุคลในเนื้อเรื่องสี่แผ่นดิน คือ ตัวแทนของชนชั้นกลางในราชสำนัก ที่กำลังพบความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองโดยมี พลอย หญิงในตระฉันลขุนนางเก่าที่มีชีวิตอยู่แต่ในรั้วในวัง เป็นตัวเอกของเรื่อง




            ด้วยค่านิยมของผู้ใกล้ชิดกับราชสำนัก เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 5 พลอยได้ออกมาอยู่นอกวัง โดยได้สามี คือ เปรม ซึ่งเป็นข้าราชการและก็ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับราชสำนัก ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองค่านิยมแบบเก่าของพลอยถูกกระทบกระเทือนหนักขึ้น เพราะความเห็นขัดแย้งทางการเมืองของลูกชายสามคน 




               เมื่อเหตูการณ์ทำท่าจะดีขึ้น ยุคสมัยก็เปลี่ยนไปอีกเมื่อรัชกาลที่ 8 สวรรคต อันเป็นสาเหตุที่ทำให้พลอยไม่สามารถจะทานทนได้ และในวันที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 สวรรคต พลอยก็ถึงแก่กรรมพร้อมไปด้วย และนั่นคือการสิ้นสุดชีวิตของชนชั้นกลางในราชธานี











...............................................................................................






วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

วาดภาพ ภาพนี้....เพื่อพ่อหลวง

วาดภาพ  ภาพนี้....เพื่อพ่อหลวง




 " วันนี้หนูเข้าใจแล้วว่า ทำไมทุกคนถึงมีความสุข เพราะในหลวง...ไม่เพียงแค่ผ่านเราไป แต่ทรงเห็นประชาชนของพระองค์...."



" หนูภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย  เพราะมีในหลวงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  คอยดูแลประชาชนของพระองค์อยู่เสมอ....เราทุกคนรักในหลวงค่ะ"
ด.ญ.มนัสวี  ตู้นิ่ม  อายุ 12 ปี




" พ่อหลวงเป็นคนสำคัญของประเทศ พ่อหลวงทรงเป็นพ่อของประเทศ พ่อยอมเหนื่อยเพื่อลูก เมื่อลูกลำบากพ่อหลวงช่วย ลูกมีความสุขเพราะพ่อหลวง.."
          ด.ญ. วาริ  ภากรเสถียร อายุ 11 ปี





" เพราะผมประทับใจในตัวท่านผมจึงวาดรูปท่านผมอยากวาดภาพในหลวงมานานแล้ว "   ด.ช. ฌานปกรณ์ ชัยกล้าหาญ อายุ 14 ปี





" หนูรักพระเจ้าอยู่หัว เพราะทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย  เพื่อประชาชนของพระองค์มีอาชีพ  เพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ "                                  ด.ญ. ธนินี กองวารี อายุ 10 ปี





" หนูรักพระเจ้าอยู่หัว เพราะหนูเห็นพระองค์ท่านทรงงานหนัก เพื่อประชาชนชาวไทย มาตั้งแต่หนูลืมตาดูโลกจน ณ ปัจจุบัน หนูโตขึ้นแล้ว และพระองค์ก็ยังทรง ทำงานเพื่อประชาชนของพระองค์ โดยไม่ย่อท้อ หนูรักพระเจ้าอยู่หัวค่ะ "
ด.ญ. กานติมา โสธะโร อายุ 17 ปี





" ในหลวงเป็นเหมือนพ่อของแผ่นดิน ที่ท่านได้เสียสละทุกอย่าง เพื่อประชาชนของท่าน และพระราชกรณียกิจมากมาย ที่ทำให้ประเทศของเรา พัฒนามาจนทุกวันนี้ เช่น กังหันชัยพัฒนา โครงการแก้มลิงฝนหลวง เป็นต้น  ซึ่งทำให้รู้สึกว่า ท่านรักและเป็นห่วง ลูกๆ ของท่านมาก "
ด.ญ. ปาริสรา กิจจรุงเลิศ อายุ 16 ปี




                ในหลวง " in your heart"






วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

คำพังเพย..สุภาษิต..สำนวนไทย

คำพังเพย สุภาษิต สำนวนไทย



                  คำพังเพย คือ ถ้อยอุปมาที่กล่าวกระทบเสียดสี ซึ่งมาจากเหตุการณ์เรื่องราวหรือความเป็นไปในวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อนเป็นสิ่งควรค่าแก่การเรียนรู้ และจดจำเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น....




                   กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี  :  สำนวนคำพังเพยประโยคนี้เป็นสำนวนเก่า ซึ่งอาจจะมีมาจากครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้เพราะปรากฏมีหลักฐานในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนเถรกวาดแก้แค้นพลายชุมพลตอนหนึ่งด้วยว่า " คนดีไม่สิ้นอยุธยา " สำนวนนี้เป็นความหมาย ี้อธิบายอยู่ในตัวแล้ว " คนดี " ก็คือคนเก่งหรือผู้มีความสามารถในทางต่อสู้และความคิดอยู่พร้อม  อย่าชะล่าใจนักจักเสียที.




                  เข็นครกขึ้นภูเขา : สำนวนนี้ มักจะพูดกันว่า ''เข็นครกขึ้นภูเขา ''  กันส่วนมาก แต่แท้จริง '' ครก '' ต้องทำกริยา '' กลิ้ง '' ขึ้นไปจึงจะถูก กล่าวคำว่า '' เข็น '' แปลว่า เรื่องที่กำลังจะทำหรือจะทำให้สำเร็จบรรลุผลนั้น ยากลำบากแสนเข็ญมิใช่ของที่ทำได้ง่ายนักเปรียบได้กับ การกลิ้งครกขึ้นภูเขาไปสู่ยอดเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก : แปลว่าหมดหนทางที่จะทำหรือไม่รู้จะทำอย่างไรดีหรือ เป็นการทำให้ตัดสินใจไม่ถูก เพราะจะไม่ทำลงไปก็ไม่ดี ทำลงไปก็ไม่ดีเป็นการยากที่จะตัดสินใจทำลงไปได้ง่าย เหมือนก้างปลาหรือเศษอาหารอะไรอย่างหนึ่ง เข้าไปติดอยู่กลางลำคอกลืนก็ไม่เข้าคายก็ไม่ออก...




                กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ : สำนวนพังเพยนี้ มาจากการคั่วถั่วกับงาในกระทะเดียวกัน ถั่วเป็นของสุกช้างาสุกเร็วมัวรอไห้ถั่วสุก งาก็ไหม้เสียก่อน สำนวนนี้หมายถึงการทำอะไรสองอย่างพร้อมกันหรือทำอะไรสักอย่างที่ไม่รอบคอบ มัวคิดแต่จะได้ทางหนึ่งต้องเสียทางหนึ่งในความหมายอีกแง่ก็แปลว่าการทำอะไรมัวรีรออยู่ ไม่รีบลงมือทำเสียแต่แรกครั้นพอลงมือจะทำ ก็ไม่ทันการเสียแล้วเพราะคนอื่นเขาเอาไปทำเสียก่อน.




                  กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา : แปลว่าคนที่เนรคุณคนเปรียบได้กับคนที่อาศัยพักพิงบ้านเขาอยู่แล้ว คิดทำมิดีมิชอบให้เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น ทำให้เจ้าของบ้านที่ให้อาศัยต้องเดือดร้อนคนโบราณเอาลักษณะของแมวที่ไม่ดี คือกินแล้วไม่ขี้ให้เป็นที่กลับขึ้นไปขี้บนหลังคาให้เป็นที่สกปรกเลอะเทอะเพราะคนสมัยก่อนต้องการให้หลังคาสะอาดเพื่อรองน้ำฝนไว้กินจึงเอาแมวชั่วนี้ มาเปรียบเทียบกับคนชั่วที่ไม่รู้จักบุญคุณคน.




                 แกว่งเท้าหาเสี้ยน : หมายถึงคนที่ชอบทำอะไรเป็นการสอดแทรกเข้าไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่นเข้า จนกระทั้งกลาย เป็นเรื่องกับตัวเองจนได้เสมอเรียกว่าชอบสอดเข้าไปเกี่ยวสำนวนในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้เป็นว่า "แกว่งปากหาเท้า" เสียแล้ว เพื่อให้ความชัดเจนขึ้น.




                             กินปูนร้อนท้อง : สำนวนนี้มาจากตุ๊กแก ว่ากันว่า ตุ๊กแกที่กินปูน (ปูนแดงที่กินกับหมากพลู )มักจะทำอาการกระวนกระวาย ส่งเสียงร้องแกร็กๆ เหมือนอาการร้อนท้องหรือปวดท้องจึงนำเอามาเปรียบกันคนที่ทำพิรุธหรือทำอะไรไว้ไม่อยากให้ใครรู้แต่เผอิญมีใครไปแคะได้ หรือเรียบเคียงเข้าหน่อยทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เจตนาเจาะจงแต่ตัวเอง ก็แสดงอาการเป็นเชิงเดือดร้อนออกมาให้เขารู้ สำนวนนี้มักพูดกันว่า  "  ตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง  ".







วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำไมเราถึงรักพระเจ้าอยู่หัว......???

“ทำไมเราถึงรักพระเจ้าอยู่หัว ??? ”



               คำถามสั้น ๆ แต่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด  เพราะไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใดๆ สื่อออกมาได้   หากในหัวใจที่เปี่ยมล้นที่ทอดยาว   ยาวเท่า ๆ  กับชีวิตที่เกิดมา และได้เห็นภาพพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอด ก่อนที่เราจะลืมตามาดูโลกหลายปีนัก............


 พ่อบอกพ่อสอนเราหลายอย่าง เว้นอยู่อย่างเดียวที่พ่อไม่เคยบอก ก็คือ “ ให้เราทุกคนรักพ่อ”  แต่เราก็รู้สึกด้วยหัวใจเราเองจากสิ่งที่พ่อทำ..







ทำไมเราถึงเราพระเจ้าอยู่หัว....???



"ไม่อยากให้ในหลวงไม่สบายครับ..รักในหลวง"



"เราโชคดีที่ได้เกิดมาตรงนี้ เกิดมาเป็นคนไทยที่มีในหลวงของเราที่ไม่เหมือนกับ                   ประเทศอื่นๆ...ว่าพระองค์คือ พระผู้ให้"





วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

เพลงพระราชนิพนธ์

เพลงพระราชนิพนธ์



            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามมินทราธิราช พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถหลายด้าน ซึ่งดนตรีก็เป็นอย่างหนึ่งที่พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ


แสงเทียน






ยามเย็น




สายฝน





ใกล้รุ่ง





ชะตาชีวิต






Oh I say..





ความฝันอันสูงสุด





แผ่นดินของเรา





เราสู้